"แบรด เบิร์ด ผู้สานตำนาน Pixar ด้วยจานเด็ดRatatouille" 031/07/2007

เอพี - ต่างจาก Shrek the Third ที่ประสบความสำเร็จทางรายได้อย่างงดงาม แต่โดนสับเละเรื่องมุกฝืดๆ หรือ Surf's Up ที่ได้รับเสียงชมอย่างมากแต่คนไม่เข้าไปดู เมื่อผลงานล่าสุดของ Disney Pixar อย่าง Ratatouille ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์อย่างล้นหลาม และกำลังโกยรายได้ตามหลังผลงานในอดีตทั้ง 7 เรื่องที่ประสบความสำเร็จทางรายได้ทั้งสิ้น
ในบรรดาหนังซัมเมอร์ 2007 ทั้งหมด Ratatouille ถือเป็นเหมือนคนแปลกหน้า ที่ไม่ได้เป็นทั้งหนังภาคต่อ, เรื่องที่สร้างจากหนังสือการ์ตูน, จากทีวี โชว์ ,จากของเด็กเล่น หรือหนังสืออ่านสำหรับเด็ก แต่เป็นเรื่องที่สร้างขึ้นมาใหม่ที่ไม่เหมือนกับเรื่องราวใดๆ ที่เคยมีมาก่อน ในความผูกพันระหว่างหนุ่มน้อยไร้ฝีมือในภัตตาคารใหญ่กับหนูน้อยผู้รักการทำอาหารเป็นชีวิตจิตใจ
"ก็ขำดีนะครับที่ซัมเมอร์นี้มันมีแต่หนังภาคต่อ แต่เราดันทำหนังที่กำลังจะเป็นภาคต่อ" แบรด เบิร์ด ผู้กำกับของ Ratatouille เปิดใจ
ย้อนไปเมื่อปี 2004 การมาถึงของ แบรด เบิร์ด ได้ทำให้ Pixar สามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยมไปได้เป็นหนที่ 2 จากผลงานเรื่อง The Incredibles หลังจากคว้าไปได้ครั้งแรกจาก Finding Nemo และวันนี้ผู้กำกับวัย 49 อย่างเขาก็เตรียมเป็นตัวเก็งในสาขานี้ในปีหน้าเอาไว้ได้เลย หลังจาก Ratatouille ได้เสียงตอบรับจากเกจิไปในทางเดียวกันหมดว่าไม่ได้ทิ้งลายของความเป็น Pixar ไปเลยแม้แต่น้อย
พูดถึงความยอดเยี่ยมของ Pixar คงต้องยกความดีให้กับ จอห์น ลาสเซตเตอร์ ผู้ที่ปูรากฐานให้การ์ตูนที่มาจากค่ายนี้ ผสมผสานทั้งความตลกขบขัน, ตื่นเต้น, มีสไตล์ พร้อมทั้งตัวละครที่ทำให้ผู้ชมผูกพันเหมือนกับเพื่อนสนิท
"เราต่างดำเนินตามแนวทางที่วอลต์ ดิสนีย์เคยกล่าวเอาไว้ว่า 'ในทุกๆ เสียงหัวเราะ จะต้องมีคราบน้ำตา' เราพยายามกันอย่างมากที่จะเร้าอารมณ์ไปให้ถึงจุดนั้น ซึ่งท้ายที่สุดเราก็เข้าถึงแก่นของตัวละครต่างๆ ที่เราสร้างขึ้นมาจนมันกลายเป็นเพื่อนของเรา เหมือนหมู่สหายพิกซาเรียนส์ พวกเขามีชีวิตจิตใจสำหรับเราเพราะพวกเขาสะท้อนส่วนหนึ่งของความเป็นเรา" จอห์น ลาสเซตเตอร์กล่าว
แพตตัน ออสวอลต์ นักแสดงผู้พากย์เสียงเป็นเรมี เจ้าหนูผู้หลงใหลในอาหารอันโอชะ และเป็นผู้ที่อุทิศทั้งชีวิตให้กับโลกแห่งการ์ตูนกล่าวถึงความรู้สึกที่ได้มาร่วมงานกับทีมของ Pixar ว่า
"ทัศนคติของ Pixar ก็คือ 'เราจะไม่ทำหนังเพื่อหาเงินเยอะๆ แต่เราจะหาเงินเพื่อทำหนังเยอะๆ' "
"ค่ายหนังการ์ตูนรายอื่นๆ อยากจะเป็นอย่าง Pixar แต่พวกเขาดันขโมยเปลือกของเราไป พวกเขาไม่ได้ขโมยวิธีการปรุงของเรา ที่ต้องใช้เวลาบ่มอย่างมาก จนกว่าจะได้สิ่งที่ดีที่สุด เหมือนในเรื่อง Ratatouille ได้ให้คำจำกัดความเอาไว้ 'อย่าเพิ่งสวาปามของที่หาง่ายในถังขยะ รอจนกว่าจะได้ของดีที่แสนโอชะ' "
แบรด เบิร์ด กล่าวว่าบรรดาผู้ที่พยายามเลียนแบบ Pixar มักจะนำเสนอผลงานแบบเล่นกันง่ายๆ ทั้งเรื่องราวที่มีตัวละครเอกที่ดูน่ารัก, ตัวประกอบที่พูดพล่ามเอาไว้ก่อน หรือการดำเนินเรื่องตามสูตร แต่ทาง Pixar เลือกที่จะสร้างเรื่องราวขึ้นมาใหม่พร้อมกับตัวละครที่ใหม่สดเสมอ
"วีรบุรุษตลอดกาลของผมคือวง the Beatles พวกเขาประสบความสำเร็จอย่างมากและกระตุ้นให้คนทั้งโลกเดินรอยตาม ดนตรีของพวกเขาไม่เคยทำออกมาซ้ำแบบกันเลย พวกเขาใช้มันในฐานะพาหนะที่จะพาผู้ฟังท่องไปในดินแดนต่างๆ ร่วมกับพวกเขา เพื่อลองในสิ่งใหม่ๆ และก้าวไปในทิศทางใหม่ๆ" แบรด เบิร์ด กล่าว
"มันมีทางอีกไหมที่คุณจะทำให้มันสนุกมากกว่านี้ มันมีทางอีกไหมที่คุณจะทำให้ผู้ชมที่คิดตลอดว่าคุณกำลังเลี้ยวซ้าย แต่จริงๆ แล้วคุณกำลังเลี้ยวขวา คำถามเหล่านี้เป็นความตื่นเต้นที่อยากจะทำให้คุณตื่นนอนขึ้นมาในทุกๆ เช้า"

5 คำถามเปิดใจ แบรด เบิร์ด ผู้สร้าง Ratatouille
AP - ทำไมต้องตั้งชื่อให้มันยากขนาดนี้ด้วย
BB - ก็มันท้าทายนี่ครับ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าคนส่วนใหญ่ออกเสียงมันไม่ได้ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นเวลาหลายเดือนทีเดียวที่ทีมงานพยายามจะหาชื่อใหม่ให้กับมัน แต่ไม่มีชื่อไหนอีกแล้วที่ดีเท่ากับ Ratatouille มันเป็นคำๆ เดียวที่เป็นทั้งชื่ออาหารฝรั่งเศส และมีคำว่าหนู (Rat) อยู่ในนั้นเสร็จสรรพ คือแทนที่จะมองว่ามันเป็นจุดอ่อนเรากลับมองว่า "ทำไมเราไม่มองมันในฐานะจุดแข็งแล้วเอาการออกเสียงมาเป็นส่วนหนึ่งของจุดขายล่ะ"
AP - ก่อนหน้านี้ Pixar มีประวัติทางผลงานที่ดีมากๆ หนัง 7 เรื่อง ฮิต 7 เรื่อง มันทำให้คุณกังวลบ้างไหมว่าหนังของคุณอาจจะเป็นเรื่องแรกที่ตกกระป๋อง
BB - แน่นอน ตลอดเส้นทางของการทำงานเรากังวลกับมันเสมอ โดยเฉพาะตอนเริ่มต้นที่คำถามต่างๆ ยังไม่ได้รับการเฉลย ผมคิดว่าถ้าคุณไปถามผู้สร้างละครบรอดเวย์รุ่นเก๋าคุณจะรู้ว่าคนที่อยู่ยั้งยืนยงคือคนที่กังวลกับผลงานของตัวเองมากที่สุด ถ้าคุณเริ่มงานด้วยความหลงตัวเองว่าข้านี้แน่ แล้วทำผลงานออกมาแบบขอไปที สิ่งที่ออกมามันจะไม่พ้นความล้มเหลว ดังนั้นผมถึงถือเอาความรู้สึกหวาดกลัวนี้เป็นการเคารพต่อผู้ชม เพราะว่าผมไม่ต้องการที่จะเสิร์ฟอาหารที่อุ่นมาจากคืนที่แล้วหรอกครับ ของเราต้องสดใหม่จริงๆ
AP - นักวิจารณ์บางคนเริ่มบ่นแล้วว่าการ์ตูนมันชักล้นตลาดแล้ว
BB - มันก็เหมือนกับคนที่บ่นว่า "มีหนังฉายมากไปหรือเปล่า" ทางเดียวที่หนังมันจะล้นตลาดก็เพราะหนังมันแย่ แต่ถ้าหนังมันดีคนก็จะพูดว่า "แจ๋วไปเลย" ปัญหาของแอนิเมชันทุกวันนี้เพราะว่าทุกคนออกมาทำหนังเหมือนๆ กันไปหมด อย่าไปโทษที่ตัวสื่อ สื่อนั้นกว้างใหญ่เท่ากับท้องฟ้า แต่กระนั้นคุณก็ต้องหามุมที่แตกต่างในท้องฟ้าเช่นกัน คุณไม่อาจหวังที่ขายมุกเก่าๆ แล้วจะมีคนมาคอยตื่นเต้นกับมันอยู่เรื่อยๆ ได้หรอก ทั้งเนื้อหาดาดๆ ที่มาพร้อมกับเพลงติดหู ทุกๆ คนดูเหมือนจะมามุกนี้กันหมด เพราะมันง่ายที่จะทำตาม ผู้คนในแวดวงฮอลลีวูดทุกวันนี้จะให้ความสำคัญกับเรื่องเทคโนโลยีก่อนเสมอ เพราะมันง่ายที่จะวัดกันเป็นพิกเซลๆ แต่ความจริงก็คือเทคโนโลยีไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของความสำเร็จ คำตอบสำหรับใช้ในการสร้างหนังที่ดีในวันนี้ก็คือคำตอบเดียวกันกับที่ใช้สร้างหนังที่ดีเมื่อ 80 ปีที่แล้ว คุณต้องมีตัวละครที่ผู้ชมติดตามและเนื้อหาที่ให้ทั้งความประหลาดใจและอิ่มเอิบใจไปพร้อมๆ กัน
AP - คุณรู้สึกอย่างไรที่ Pixar กลับมาร่วมงานกับ Disney อีกครั้ง
BB - ก่อนหน้านี้พวกเราไม่มีความสุขที่ทาง Disney จะมาก้าวกายการทำงานใดๆ ของเรา เป็นความกลัวที่ว่าทาง Disney พยามยามจะมาฉกฉวยบางอย่างไปหรือมาวุ่นวายกับวิธีการทำงานของเรา แต่บ็อบ ไอเกอร์ประธานคนปัจจุบันของ Disney ก็ทำให้เรากระจ่างชัด มันน่าแปลกที่ว่าหัวใจสำคัญที่เป็นรากฐานแห่งความสำเร็จของ Pixar ก็เป็นหัวใจเดียวกันกับที่สร้าง Disney ให้เป็นตำนาน ทุกๆ คนที่ Pixar ต่างได้เรียนรู้หลักการพื้นฐานของการสร้างการ์ตูนมาจากคำบอกเล่าของวอลต์ ดิสนีย์ด้วยตัวเอง และเราต่างก็ยึดมันเป็นเครื่องนำทาง แม้ว่าเราจะทำงานบนเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกว่า และเลือกที่จะสร้างเรื่องราวขึ้นมาใหม่แทนที่จะนำเทพนิยายมาเล่าใหม่เหมือนพวกเขา แต่หลักใหญ่ในการทำงานของเราก็ไม่หนีของ Disney ไปไหน ทั้งเรื่องการสร้างมิติให้ตัวละคร, หลักการสร้างความเป็นไปไม่ได้อย่างมีเหตุมีผล (ชื่อผลงาน The Plausible Impossible ของ Disney เมื่อปี 1956) และการทำความเข้าใจถึงจุดยืนของตัวละครแต่ละตัว การพัฒนาทางเทคโนโลยีของแอนิเมชันทั้งหมดก็เริ่มมาจาก Disney
เรารู้สึกว่าไอเกอร์เป็นคนของ Disney ตัวจริง เขารับรู้ว่าชื่อของ Disney กลายเป็นสิ่งสูงค่า ซึ่งทำให้เราคงจะดีใจมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้วที่ได้ร่วมงานกับพวกเขา พวกเราเข้ากับทีมงานของ Disney ได้อย่างดี มันเป็นแค่ความแตกต่างทางนโยบายของผู้บริหารเท่านั้นที่ทำให้ทั้ง 2 ค่ายบาดหมางกันเมื่อก่อน แต่วันนี้ในฐานะที่มีไอเกอร์เป็นผู้นำ ผมคิดว่าทุกๆ คนกำลังมองไปถึงอนาคตที่ยอดเยี่ยม
AP - แล้วภาคต่อของ The Incredibles จะมีไหม
BB - ผมรักทั้งเนื้อหาและตัวละครในเรื่องนั้น และถ้าเราได้เรื่องราวที่ดีเทียบเท่าหรือแม้แต่ดีกว่าต้นฉบับเราก็อาจจะสร้างมันอีกก็ได้ ผมมีไอเดียบางอย่างที่ผมอยากจะเห็นมันเมื่อถูกสร้างออกมาเป็นภาคต่อ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ทำมันออกมาเป็นรูปเป็นร่างเท่าไหร่ และผมก็ไม่ต้องการจะทำมันให้ออกมาน่าสนใจน้อยกว่าต้นฉบับด้วย ปกติแล้วการเอาของเก่ามาเล่าใหม่ไม่ใช่นโยบายของ Pixarมันขึ้นอยู่กับว่าผู้สร้างแต่ละคนมีความกระหายที่จะสร้างสรรค์ผลงานไปได้กว้างไกลแค่ไหน
ที่มา : manager.co.th ผู้จัดการออนไลน์ ส่วนบันเทิง |